นายจ้างของฉันเป็นชาวพม่าเชื้อสายจีน

เป็นผู้ดีมีกะตังค์ที่ย้ายถิ่นฐานจากพม่ามาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองที่นี่ เพราะความผิดหวังจากระบบการศึกษาที่นั่น --

สมัยเด็กๆ เธอกับพี่ชายคนโตเรียนเก่งมาก เป็นอันดับหนึ่งของโรงเรียน ทั้งสองคนตั้งใจไว้ว่าจะเรียนแพทย์ มั่นใจว่าต้องสอบเข้าคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง

แต่ในปีนั้น รัฐบาลพม่าได้เปลี่ยนกฎโดยห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสายเลือดพม่าแท้ หรือไม่มีพ่อแม่เป็นชาวพม่าโดยกำเนิด มีสิทธิ์เข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ทั้งสองจึงต้องเข้าเรียนในสาขาวิชาฟิสิกส์แทน และก้มหน้าก้มตาทำงานเก็บเงิน เพื่อจะหนีออกจากประเทศที่ไม่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ที่มีศักยภาพ

ชาวพม่าเชื้อสายจีนหลายคนเกลียดชังรัฐบาล ที่มีส่วนในการทำลายความฝันและอนาคตของพวกเขาด้วยวิธีการนี้

---------------------------------------------------------

เมื่อสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.ตรี ฉันและเพื่อนๆ เคยนั่งร้องเพลง เล่นกีต้าร์ อยู่กลางไนท์บาร์ซ่าร์ เพื่อขอบริจาคเงินไปทำกิจกรรมเล็กๆ ที่ค่ายผู้อพยพห้วยกระโหลก อ.แม่สอด จ.ตาก พ่อค้าแม่ค้าแถบนั้นช่วยกันจัดแจงอำนวยความสะดวกให้ และผู้จัดการร้านแม็คโดนัลด์ก็อนุญาตให้เราใช้สถานที่ตรงบันไดทางเข้าร้าน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาให้ความสนใจกับบอร์ดแสดงภาพเด็กชาวกะเหรี่ยงอพยพและครอบครัว ที่ลี้ภัยจากรัฐบาลทหารพม่าเข้ามาพักพิงยังชายแดนไทย เด็กๆ หลายคนรับกระดาษและดินสอสีมานั่งวาดรูปเพื่อฝากไปให้กำลังใจเด็กๆ ผู้พลัดถิ่นเหล่านั้น

ชายอเมริกันคนหนึ่งหยุดยืนมองพวกเราอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจเดินเข้ามาถามว่า "ประเทศพวกคุณเองก็มีปัญหาอยู่มากมาย มีคนต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ เอาตัวเองยังไม่รอดเลย จะไปช่วยคนจากที่อื่นก่อนทำไม"

พวกเรามองหน้ากัน -- คำถามแบบนี้ไม่เคยอยู่ในความคิดของฉันและเพื่อนๆ เลย เราคิดกันเพียงแต่ว่า ผู้ที่เดือดร้อน ได้รับการปฎิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ควรได้รับการเยียวยาช่วยเหลือ การจัดค่ายศิลปะ สอนเด็กต่างถิ่นร้องเพลงในช่วงเวลาไม่กี่วันอาจดูไร้สาระ แต่พวกเราก็หวังว่า กิจกรรมเล็กๆ ของเราจะเปลี่ยนรอยน้ำตาให้เป็นเสียงหัวเราะได้บ้าง -- แม้จะเป็นแค่เพียงสิ่งเล็กน้อยที่เราพอจะทำได้

ฉันตอบไปว่า จะเด็กไทย เด็กพม่า เด็กกะเหรี่ยง ก็คนเหมือนกัน

จะต้องรอให้ประเทศเรากำหนดการศึกษาขั้นต่ำไว้ที่ระดับปริญญาเอกก่อนไหม ถึงจะได้บังอาจเข้าไปสอนเด็กกะเหรี่ยงคริสต์ร้องเพลง?

---------------------------------------------------------

ที่ค่ายผู้อพยพ ในค่ำคืนหนึ่ง เด็กวัยรุ่นกองกำลังกะเหรี่ยงคริสต์ วางปืนข้างกาย แล้วจับกีต้าร์ร้องเพลงเป็นภาษาถิ่นของตัวให้พวกเราฟังข้างซากโรงเรียนที่มีร่องรอยลายมือเด็กๆ เขียนอยู่บนตึก "--เอาโรงเรียนของเราคืนมา"

กลิ่นเขม่าควันจากเปลวเพลิงอบอวลอยู่ทั่วหมู่บ้าน -- บ้านเรือนถูกเผา โรงเรียนถูกระเบิดทิ้ง ผู้หญิงถูกข่มขืนแล้วฆ่า เด็กๆ หวาดผวา -- ฉันแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า ทหารพม่าผู้มาจากประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ทำเช่นนี้ได้อย่างไร

หน้าค่ายอพยพ มีด่านของตำรวจตระเวณชายแดนไทย ที่คอยเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับชาวกะเหรี่ยงที่จะออกไปซื้อของกินของใช้ในตัวอำเภอ -- และคงจะเป็นด่านตรวจนี้เอง ที่ได้รับค่าผ่านทางจากกองกำลังทหารพม่าในคืนที่หมู่บ้านแร้นไร้นี้ถูกเผาอย่างโหดเหี้ยม

เรานั่งนิ่งฟังคนในครอบครัวกะเหรี่ยงผลัดกันท่องบางถ้อยคำในพระคริสตธรรมก่อนเข้านอน แล้วหลับไปพร้อมกับเสียงเด็กน้อยข้างบ้านแอบร้องเพลงที่เราสอนกันวันนี้ให้แม่ฟัง

ฉันรู้ว่าเสียงแห่งความสุขสงบเช่นคืนนั้น คงบรรเลงต่อไปได้อีกไม่นาน --

-------------------------------------------------

นายจ้างชาวพม่าเป็นกังวลอย่างมากกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง การติดต่อระหว่างเธอและพี่สาวคนโตถูกตัดขาดไปนานครึ่งเดือน แต่เธอกลับไม่เป็นกังวลถึงสวัสดิภาพของพี่สาวเลย เหตุผลก็คือ

"พี่สาวอยู่ในเมืองหลวงใหม่ ที่นั่นไม่มีใครออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาลกันหรอก เมื่อก่อนอาจจะเกลียดรัฐบาล แต่ตอนนี้ทุกคนพอใจเพราะพอเมืองหลวงย้ายมา เศรษฐกิจก็ดีวันดีคืน Business is the most important"

ไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนมาก ที่พอใจเพียงแค่กับเศษเนื้อชิ้นเล็กๆ ที่รัฐบาลทหารพม่าโยนมาให้ แล้วนิ่งดูดาย ยกประเทศให้ผู้นำที่โง่งมงาย ย้ายเมืองหลวงได้เพียงเพราะหมอดูทัก เอาไปกระทำชำเราได้ตามใจชอบ
ขอเพียงตัวเองได้อยู่รอดสุขสบายในวันนี้

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า วันข้างหน้า ลูกหลานก็ยังคงต้องถูกจองจำ และอยู่อย่างไร้อนาคตต่อไป

----------------------------------------------

นี่มันเกิดอะไรขึ้น??

ชนกลุ่มน้อยถูกขับไล่ พระถูกฆ่า คุมขัง จับสึก นักศึกษา สื่อมวลชนถูกยิงทิ้ง ผู้นำการต่อต้านหายตัวไปไร้ร่องรอย -- แม้แต่อองซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ก็ยังถูกจองจำนานนับสิบปี --

รอยเลือดนองอยู่หน้ามหาเจดีย์ชเวดากอง ถนนในกรุงย่างกุ้งและมันฑะเลย์

ผู้นำทหารที่ไม่ให้กองกำลังตัวเองฆ่าพระสงฆ์ ถูกสั่งเปลี่ยนยกชุด

เพื่อนร่วมชาติร่วมภาษายังนิ่งดูดาย ประเทศเพื่อนบ้านอ้ำอึ้งเพราะมีผลประโยชน์เกี่ยวดอง

เวลาผ่านไปเกือบเดือน -- เสียงร้องของประชาชนที่กำลังต่อสู้ก็แผ่วลงทุกทีๆ

เสียงประณามจากนานาประเทศที่ออกมาเต้นเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยกันเหยงๆ สำหรับฉันไม่เห็นจะต่างอะไรกับเสียงสุนัขที่ทำได้แค่เห่าหอน แต่ยังรีรอไม่ยอมฝังคมเขี้ยวบนเรียวน่องโจรที่ปล้นคร่าชีวิตผู้คน เพียงเพราะยังรุมกินโต๊ะทรัพยากรธรรมชาติมหาศาลในดินแดนพม่ากันไม่อิ่มท้อง --

กว่าจะถึงวันที่ได้ปลดปล่อยประชาชนจากรัฐบาลทหารโหดเหี้ยม คงต้องรอให้เหลือเพียงเศษซากเลือดเนื้อชาวพม่ากองทับถมสูงเท่าเจดีย์ชเวดากองก่อนกระมัง

ไม่ใช่แค่สังคมพม่าหรอกที่ป่วย มันป่วยกันทั้งโลกนั่นแหละ ป่วยด้วยโรคติดต่อร้ายแรงข้ามชาติ ข้ามภาษา ข้ามแผ่นดิน โรคเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน โรคนิ่งดูดายเมื่อผู้อื่นได้ทุกข์ ประเทศไหนจะล่มสลาย พ่อแม่ใครจะเสียชีวิตวอดวาย หากจะแหย่เท้าเข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือ ก็ต้องมองตัวเองก่อนว่ากินอิ่มจนอ้วนอุ้ยอ้ายกันหรือยัง

ก็คนมันป่วย สังคมมันป่วย โลกมันป่วย มันจะเอาปัญญาที่ไหนไปเยียวยาเมืองพม่าที่ป่วยเรื้อรัง

นอกจากจะรอวันทรุดหนักและตายตกตามกันไปเท่านั้น ---

 

edit @ 13 Oct 2007 23:58:43 by เหมียวเหมียว

edit @ 31 Oct 2007 07:16:13 by เหมียวเหมียว

Comment

Comment:

Tweet

งั้นเราต้องไปซื้อdvdของก็อปฯที่แม่สาย จะได้ช่วยคนพม่าsad smile

#3 By Our Sweet Home on 2007-10-22 12:22

รู้สึกแย่มากๆค่ะ ตอนที่เห็นข่าว
เดี๋ยวนี้ทำไมคนเราถึงมองเห็นการทำร้ายและการฆ่าฟันกันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป angry smile

อำนาจและผลประโยชน์ทำให้ความเป็นมนุษย์ลดเลือนหายไปได้มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ?

น่าเศร้านะคะ...angry smile ไม่อยากจะคิดเลยว่าแล้วในอนาคตจะเป็นยังไง

#2 By Hongfha on 2007-10-15 07:18

โอ้ อยากเอาบทความนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษให้คนทั้งโลกมันอ่านจังเลย แต่คงแปลได้ไม่สละสลวยเท่าต้นฉบับเดิมอะ

แม่นแล้ว เราก็นึกอยู่ มันทนดูดายกันอยู่ได้ไง เพียงเพราะจะไปเอาก๊าซธรรมชาติเค้า ทนดูเค้าฆ่าพระ ฆ่าคนกันได้ยังไง แล้วก็ทำเป็นออกมาพูดว่าน่าขยะแขยงแต่ไม่ทำไรซักอย่าง ปล่อยคนตายกันเป็นเบือยังงั้นเถอะ ซักวันกรรมจะตามสนอง

พม่ามีทรัพยากรธรรมชาติอยู่เยอะ แม้แต่ทองคำยังมีกองเท่าภูเขา ต่อให้คนรุ่นนี้ตายไปเกือบหมดรุ่น รุ่นอื่นก็ต้องได้ ถ้าเค้าตั้งตัวได้ขึ้นมาเมื่อไหร่ คนพม่าจะจำไว้ ว่าใครบ้างทำกับเค้าไว้ยังไง เหมือนกับที่เวียตนามยังจำได้ทุกวันนี้ว่า ประเทศไทยเคยช่วยเมกา ปู้ยี่ปู้ยำประเทศเค้าไว้ยังไงบ้าง

#1 By ไอ่เม (203.154.83.149) on 2007-10-14 10:24