จันทิมาร้องไห้

posted on 06 Sep 2007 09:46 by natthani in People

 

 

 

--- จันทิมาเรียนห้องเดียวกับฉันเมื่อสมัยมัธยมต้น เธอเป็นเด็กผู้หญิงผอมแห้ง หน้าผากกว้าง คางแหลมเล็ก และมีเสียงหัวเราะเหมือนแม่มด

สำหรับโรงเรียนมัธยมหลังเขา ที่บังเอิญเป็นศูนย์รวมนักเรียนที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเด็ก "หัวกะทิ" ของแถบนั้น นักเรียนที่สอบเข้าได้ทุกคนต้องเคยมีใบประกาศนียบัตรทางวิชาการ หรือโล่ห์รางวัลอะไรสักอย่าง ติดไม้ติดมือมาด้วยหลังจากพ้นชั้นประถมศึกษา ฉันคุ้นๆ ว่า จันทิมาเธอเคยเป็นตัวแทนรำไทยของโรงเรียนเก่า ซึ่งเธอบอกว่าเป็นโรงเรียนเอกชนในเขตตัวเมือง โดยให้นิยามว่า "โรงเรียนเอกชน" คือ "โรงเรียนที่อุปถัมภ์โดยวัด" แล้วเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากเพื่อนๆ ที่รู้กันในขณะนั้นว่า เธอเป็นนักเรียนคนหนึ่ง ที่ไม่เคยได้รับรางวัลทางวิชาการใดใดอย่างแน่นอน --

ในวิชาภาษาไทย -- เพื่อนๆ มักจะแอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม เมื่อจันทิมาไม่สามารถอ่านออกเสียงคำที่สะกดง่ายๆ ได้ และแก้เขินด้วยการหัวเราะเสียงแหลม ผ่านริมฝีปากบางซีดยับย่น และฟันซี่เล็กๆ สีเหลืองอมน้ำตาล

เธออาจจะเคยเป็นนักเรียนที่มีรัศมีเฉิดฉายมากมายในโรงเรียนวัดอุปถัมภ์ แต่เมื่อเธอย่างเท้าผ่านฝูงเพื่อนในโรงเรียนแห่งนี้ รัศมีนั้นก็กลับกลายเป็นรังสีจากเสื้อนักเรียนมอซอที่มีรอยปักชื่อด้วยด้ายสีม่วงทับอยู่บนรอยชื่อเจ้าของเสื้อคนเก่า และเสียงก้าวของรองเท้าหนังมีสายคาดสีดำฝุ่นเขรอะ ก็แผ่อานุภาพรุนแรงมากพอที่จะทำให้ผู้คนเดินแหวกกันเป็นทางเมื่อเธอเดินผ่าน

-- ฉันเคยอาศัยบารมีนี้บ้าง ในวันที่ไม่อยากเดินตะโกนขอให้เพื่อนๆ หลีกทาง เวลาอยากรีบเข้าห้องเรียน --

สิ่งหนึ่งที่เพื่อนไม่เข้าใจก็คือ ทำไมฉันจะต้องไป "ยอม" คบค้าสมาคม กับเด็กหญิงผู้มีผิวหน้าสอดคล้องกับชื่อตัว และควรค่าแก่การเป็นดวงจันทร์ผิวขรุขระไม่น่ารัก ที่น่าจะซ่อนตัวอยู่เพียงในเงื้อมเงาของค่ำคืน

ทุกครั้งที่จันทิมาเห็นผู้คนที่ทำท่าตื่นตระหนกแล้วแหวกทางให้เธอ เธอจะมีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากร่องมือที่ปลายนิ้วมีขี้เล็บสีดำสกปรก แล้วหันไปส่งเสียงขู่จนเพื่อนผู้ชายที่ว่าร้ายที่สุดในชั้นยังต้องวิ่งหนีไปไกล

-- ฉันเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี แต่งกลอนล้อเลียนความสวยน่ารัก "ดั่งดวงจันทร์" และความไฮโซที่เธอทำท่าเหมือนเชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น และคอยปฏิเสธเสมอ ว่าเธอไม่ใช่ "เพื่อน" ของฉัน แม้ว่าฉันจะยอมนั่งที่โต๊ะเรียนข้างๆ เธอ และเดินไปกินข้าวกลางวันเป็นเพื่อนเธอบ่อยๆ แถมยังคอยช่วยทำรายงาน โดยบอกทุกคนว่า ที่ทำไปเพราะ "สมเพช" เพราะจันทิมาคงเอาตัวรอดไปจนเรียนจบม.ต้นไม่ได้ ถ้าไม่มีแม้แต่คนจับคู่ทำรายงานด้วยกัน --

จันทิมาคงไม่รู้หรอกว่า ฉันพูดลับหลังเธอว่าอย่างไร เพราะทุกวันสำคัญ เธอจะมีของเล็กๆ น้อยๆ มาฝากฉันเสมอ นมอัดเม็ด สติ๊กเกอร์ติดสมุด ดินสอแจกฟรีจากงานศพวัดแถวบ้าน หลายครั้งที่เธอมีรายได้จากการไปรำตามงานวัด เธอจะซื้อลูกชิ้นทอดเลี้ยงฉันตอนพักเที่ยงด้วย

เราเคยลองเดินจับมือกัน เมื่อจันทิมาอยากแสดงความรักเพื่อนสนิทกับเขาบ้าง และฉันก็ต้องรีบหาข้ออ้างปล่อยมือนั้น เพราะมันเป็นมือที่แห้งแข็งและหยาบกร้านเกินกว่าจะสัมผัสอย่างนิ่มนวลและอบอุ่นได้

เธอเป็นคนที่มีคนเอ่ยถึงอยู่แทบจะตลอดเวลา น่าเศร้าที่เป็นในแง่ดูหมิ่นเสียมากกว่า เลขประจำตัวของเธอกลายเป็นเลขอาถรรพณ์ และไม่มีใครกล้าใช้ข้าวของที่มีสีเขียว -- สีที่จันทิมาโปรด และเลิกกินปู เพราะเป็นชื่อเล่นของเธอ

กระทั่งวันนี้ ฉันก็ยังจินตนาการไม่ถูกว่า การที่ต้องใช้เวลาสามปี ยืนอยู่จุดที่ต่ำต้อยที่สุดในชั้นเรียน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำกล่าวดูถูกดูแคลน ต้องคอยพยายามหาซื้อของราคาถูกที่ดูคล้ายสินค้ามียี่ห้อมาใช้ให้เหมือนคนอื่นเขา และมองเห็นตัวเองแต่งกายมอมแมมในชุดนักเรียนบริจาคท่ามกลางเพื่อนที่เปลี่ยนชุดใหม่กันทุกปี นั้นเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่า จันทิมาคงยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ว่าที่แห่งนี้ ไม่ใช่ "ที่ของเธอ" และฉันเชื่อว่า เธอเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งที่ฉันเคยพบมา เพราะเธอสามารถทำท่าไม่สะทกสะท้านกับสายตารังเกียจของผู้คนรอบกาย และยิ้มให้กับฉันทุกเช้าเมื่อเราพบกันในห้องเรียน

และแม้ว่าฉันจะต่อว่าเธอต่อหน้าคนอื่น เพื่อไม่ให้ใครคิดว่าฉันเป็น "เพื่อนรัก" ของจันทิมาก็ตาม แต่เมื่อพ้นวัน และฉันรู้สึกเหงา ฉันก็จะโทรไปคุยเรื่องไร้สาระกับเธอจนครึ่งค่อนคืน โดยปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้

เวลาสามปี สำหรับทุกคนในโรงเรียน มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโต เรายังเหลือชั้นมัธยมปลายไว้ให้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างคุ้มค่า แต่แน่นอนว่า จันทิมาเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำอันน่าขบขันที่ต้องจากไปเมื่อถึงเวลา

วันประกาศแบ่งสายชั้นเรียนมัธยมปลาย ไม่มีชื่อของเธออยู่บนบอร์ด --

ไม่มีใครแปลกใจ เพราะทุกปีจะต้องมีนักเรียนที่ทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ปีละสองสามคนถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อ และไม่มีใครแม้เพียงสักคนในชั้นเรียนคิดจะแบ่งเนื้อที่ไว้ให้จันทิมาได้มีความทรงจำร่วมในฐานะเพื่อนร่วมโรงเรียน -- เธอเป็นได้แค่ตัวตลกน่ารังเกียจที่ใครใครนำมาล้อเล่นกันจนทุกวันนี้เท่านั้น

ช่วงเวลาที่เหลือในชั้นม.ต้น ถูกใช้ไปกับการทำกิจกรรมโรงเรียน แข่งกีฬา ประกวดกองเชียร์ แปรอักษร ระดับจังหวัด ซึ่งโรงเรียนของฉันเป็นเสือนอนกินตำแหน่งชนะเลิศตลอดกาล

วันสุดท้าย ทุกคนในโรงเรียนฝ่าความหนาวขึ้นอัฒจันทร์กันตั้งแต่ตีห้า เพื่อนๆ ของฉันส่งสายตาล้อเลียนและทำท่าขยะแขยง เมื่อเห็นจันทิมาเอื้อมแขนเล็กหุ้มกระดูกมาควงฉันแล้วลากเดินไปด้วยกัน เรานั่งร้องเพลงจนเสียงแหบแห้ง ยามบ่ายที่ตะวันส่องตรงหน้า ฉันรู้สึกร้อนจนรำคาญเสียงชวนคุยของเธอที่เพี้ยนเหมือนเสียงเป็ด พลางคิดในใจว่า ทำไมฉันจะต้องมานั่งข้างๆ เธอให้ใครใครหัวเราะเยาะอีก ในวันที่เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ มากเท่าๆ กับที่แทบไม่มีใครมองเห็นว่าเธอเป็น "เพื่อน" ของเขาเลย

เสียงประกาศชื่อโรงเรียนที่ชนะเลิศดังขึ้น และไม่ใช่ชื่อโรงเรียนของฉัน ผู้ประกาศเอ่ยชื่อรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง อันดับสอง เรายังคงไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อโรงเรียนของเรา ทุกคนนั่งอ้าปากค้าง ทั้งที่ยังอยู่ในท่าเตรียมแสดงความยินดีเหมือนทุกปี

ความรู้สึกแบบสถาบันนิยมนั้นจะยิ่งรุนแรงหากเรายิ่งยึดมั่นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันนั้นอย่างจริงจัง นักเรียนที่นั่งอาบเหงื่อไคลเริ่มใจเสีย และมองหน้ากัน หลายคนเริ่มมีน้ำตาคลอ และมีเสียงรุ่นพี่ประกาศว่า เราทำดีที่สุดแล้ว

ฉันพบมือตัวเองจับวัตถุแข็งๆ ชิ้นหนึ่ง -- วัตถุนั้นสั่นระริก และหนีบอยู่กับมือของฉันอย่างแน่นหนา -- จันทิมาบีบมือของฉันแรงๆ แล้วน้ำตาของเธอก็พรั่งพรูลงมา --

--- จันทิมาร้องไห้ --- เธอมีชีวิตจิตใจ และเธอร้องไห้ได้ไม่ต่างจากใครใคร -- เธออาจจะเข้มแข็งเหลือเกินในวันที่มองไม่เห็นเพื่อนแท้แม้สักคนตลอดช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้เธอเสียใจ กลับเป็นความผิดหวังจากชัยชนะของเด็กๆ -- ความผิดหวังแบบเดียวกับที่ทุกคนที่มีเลือดเนื้อรู้สึก -- และเป็นความผิดหวังที่บุคคลผู้ถือตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในกลุ่มผู้ร่วมสถาบันนั้นจะสัมผัสได้ --

--- เธอเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ --- แม้เธอจะทำข้อสอบไม่ได้สักวิชา แม้เธอจะไม่มีเพื่อนแท้สักคน แม้เธอจะรู้ว่าไม่มีพื้นที่แม้เพียงเศษเสี้ยวในใจของใครสำหรับอาลัยอาวรณ์ที่เธอกำลังจะจากไป --- แต่เธอหลั่งน้ำตาด้วยความรักความผูกพันชนิดเดียวกันกับที่ฉันและทุกทุกคนมีอยู่ตรงนี้ ---

--- เสื้อนักเรียนเก่าสีมอซอ ปักตราโรงเรียนและชื่อด้วยหมึกสีเดียวกัน รองเท้าหนังมีสายคาดส้นเปิดฝุ่นเขรอะก็ยี่ห้อเดียวกัน เพลงที่เราร้องก้องตะโกนมาสามวันกลางเปลวแดดจ้า ก็เป็นเพลงเดียวกัน ---

แม้แต่มือหยาบกร้านที่มีแต่หนังหุ้มกระดูก และนิ้วมือที่มีปลายเล็บสีดำ ก็ยังใช้ปาดน้ำตาอยู่พร้อมๆ กัน

--- แล้วจันทิมาต่างกับเราตรงไหนกัน? ---

คงจะเป็นตรงร่างกายมอมแมมของเธอ ไม่ได้บรรจุหัวใจอันขุ่นมัวเหมือนกันกับที่พวกเรามีแผลเป็นร่องลึกน่าเกลียดเหมือนดวงจันทร์บนใบหน้าของเธอ ไม่ได้ทิ้งร่องรอยแปดเปื้อนบนความนึกคิดเหมือนของบรรดานักเรียนเก่งฉกาจที่ทำได้เพียงหัวเราะเยาะคนที่ด้อยกว่า

และคนที่ควรจะละอายต่อโลกใบนี้ คือฉันต่างหาก เพราะว่าจันทิมายังคงรักฉัน และมองเห็นฉันเป็นเพื่อน แม้จะถูกก่นด่าเวลาที่ฉันต้องการปกป้องความมีหน้ามีตาของตัวเอง และพอใจที่จะมองเห็นตัวเองยืนอยู่เหนือคนที่คิดว่าต่ำต้อย

-- ฉันบีบมือแข็งๆ นั้นให้กระชับขึ้น แล้วหันไปมองเธออย่างเต็มตา

จันทิมาหันมากอดฉัน และฉันยอมปล่อยให้น้ำตาอันใสพิสุทธิ์ของเธอไหลลงบนบ่าของฉันอย่างไม่อายใคร ---

edit @ 21 Oct 2007 21:48:51 by เหมียวเหมียว

edit @ 29 Nov 2007 10:08:09 by เหมียวเหมียว

Comment

Comment:

Tweet

สวัสดีค่ะ
ฉันเองก็เป็นอีกคนที่ได้เคยได้ทำให้ใครคนหนึ่งต้องเสียใจกับสิ่งที่ฉันได้ทำ ทั้งๆๆที่เขาคนนั้นพยายามที่จะเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน แต่ฉันก็กลับทำร้ายจิตใจของเขา
อย่างไม่น่าให้อภัย แต่เขาก็ยังดีกับฉันเสมอจนวันสุดท้ายที่ได้เจอกัน ฉันแค่อยากบอกว่าขอโทษกับสิ่งที่ทำไป แต่ในความเป็นจริงแล้วฉันไม่กล้าแม้แต่โทรไปถามว่าเขาเป็นอย่างไร ขอโทษจริงๆๆ

#22 By Ae (61.91.74.142) on 2009-11-04 13:21

อาจเป็นเรื่องที่ฉันก็เคยเป็น ทั้งแก และจันทิมา แต่มีอยู่อย่างที่เป็นอยู่เสมอ คือตัวฉันที่ทั้งเหมือนแก และจันทิมา เราโตขึ้นมากแล้วนะ

#21 By กิ๊ก (118.172.18.97) on 2007-12-16 20:00

อืม ระหว่างที่อ่านก็มีความคิดมากมายผุดพราย แต่พออ่านจบ ก็พูดอะไรไม่ออก

ปล.ฉันตั้งใจว่าจะกลับมาอ่านเรื่องนี้หลายหน แต่หลายเดือนที่ผ่านมา เหมือนมีอะไรมาบังตาไม่ให้มีสมาธิจดจ่อกับอะไรได้เลย

#20 By สวัสดี on 2007-12-10 11:55

นั่งอ่านเม้นของคนอื่นอีกที เพิ่งสังเกตุ...ว่าเรามาเม้นปิดท้ายเดือนพอดี..
นานแล้ว..จริง ๆ ที่ไม่ได้มาเยี่ยม..

#19 By เขียนเอง on 2007-09-30 12:50

ภาพของเด็กหญิงจันทิมา ลอยเข้ามาให้ห้วงคิดขณะอ่านเรื่องของเหมียว..
เธอนี่ช่างเกี่ยวความทรงจำได้ละเอียดลึกซึ้งจังนะเหมียว และนั่นก็คงเพราะเธอ"ใส่ใจ"ในรายละเอียดของผู้คนแวดล้อมทีเดียว
ทำให้เรานึกคิดไปบ้างเหมือนกัน ตอนเราอยู่โรงเรียนชายล้วนตอนม.ต้น ก็จะมีคนที่เพื่อน ๆ รังเกียจรังงอนเช่นกัน ชึ่งมันไม่ผิดอะไรเลยที่เขาเป็นอย่างนั้น แต่ความคิดอ่านในวันวัยขนาดนั้น ใครจะเข้าใจได้ เราก็เป็นคนที่คบหาอยู่กับชนกลุ่มน้อยนี้อยู่ด้วย ขณะที่เราพยายามแสดงตัวตนบางอย่างให้เพื่อน ๆ ยอมรับเช่นเด็กรุ่นๆ ทั่วไป เราก็ถามตัวเองบ้างเหมือนกันว่าตกลงเราคบเขาเพื่อให้ตัวเองดูเด่นกว่าเขาหรือ เพราะเห็นเขาเป็นเพื่อนกันแน่
แต่ที่แน่ใจได้ถึงตอนนี้ก็คือ เพื่อนกลุ่มที่ดูเหมือนคนชายขอบกลุ่มนี้ยังเป็นเพื่อนที่เราจะทักได้อย่างสนิทใจที่สุดแน่นอน
เรื่องวันนี้คล้าย ๆ จะเป็น "Chicken Soup for soul" - พลังแห่งชีวิตเวอร์ชั่น เหมียว ๆ
ชอบนะ

#18 By เขียนเอง on 2007-09-30 12:43

ช่วงเวลาที่เราต้องพยายามทำเหมือนว่า


สิ่งที่เราทำอยู่นี้ดีที่สุดแล้ว



มันเป็นช่วงเวลาที่เราแม้อยากร้องไห้ ก็ร้องไห้ไม่ออก


เพราะว่าเราไม่อาจจะล้มลง หายไป หรือตายจาก



เพราะเราไม่อาจจะละทิ้งคนที่รักสุดหัวใจได้



แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดของอาการยืนก็ยืนไม่อยู่ แต่ต้องยืนด้วยเพราะกลัวว่าหากเราล้มหายตายจากไป



เขาจะหันมองกลับมาแล้วไม่มีใคร



ทั้งที่เราก็รู้ดีอยู่เสมอว่า...เขาจะไม่มีวันหันกลับมา



แต่เราก็ยังยืนรอ



ช่วงเวลาที่ทุกเศร้าที่สุด คือ การไม่อาจจะช่วยเหลือ แบ่งเบา หรือแม้แต่เช็ดน้ำตาให้กับคนที่เรารักมากได้



ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ แต่มันเศร้า และเจ็บปวดมากมายเหลือเกิน


ที่ทำได้แค่รับรู้ว่าเขาเจ็บปวด เศร้า ร้องไห้ และทุกข์



แต่เราไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย



นอกจากยืนอยู่ที่เดิม




ด้วยความหวังที่แสนเลือนลางว่า



สักวัน...เขาจะหันกลับมามองเห็น




---


ได้แต่ภาวนาทุกวัน ว่าการรอคอยของตัวเอง จะสิ้นสุดในเร็ววัน


ขอบคุณสำหรับคำและตัวหนังสือที่เขียนของพี่เสมอ


--

รักษาสุขภาพ รักษาใจ และคิดถึงเสมอ

#17 By เบน on 2007-09-14 13:09

comment ที่ 12
ฉันจำวันเกิดจันทิมาได้แม่นเลย
แกก็คงจำได้ขึ้นใจเหมือนกันใช่ม้า ---
ผ่านเข้ามาค่ะ

อ่านแล้วอยากร้องไห้จริง ๆ
หรือว่าในชีวิตเราต้องมีเพื่อนซักคนที่แบกความรู้สึกแบบนี้นะ
บางทีเราก็อยากกอดเขาหรือเธอคนนั้นไว้ แต่ก็อ่อนแอเกินจะไม่ใส่ใจสายตาคนรอบข้าง

#15 By ระหว่างทาง on 2007-09-13 23:04

โอ้โห เพิ่งรู้ว่ามือถือตัวเองโทรต่างประเทศได้ คิดว่าต้องไปเปิดใช้บริการนะเนี่ย

โง่อยู่ต้องนาน

#14 By ก้อย (203.150.135.189) on 2007-09-13 21:08

เฮ้อเข้าเอ็มไม่ได้ อยากคุยด้วยจังเลย

ทางโน้นเป็นยังไงบ้างน้อ

#13 By ก้อย (203.150.135.189) on 2007-09-13 20:57

ตอนเรียนชั้นก็มีเพื่อนชื่อจันทิมา
แกรู้จักมั๊ย?

#12 By Our Sweet Home on 2007-09-13 11:12

ดีจัง
บางทีกว่าที่ใครๆ จะยอมรับคนอย่างจันทิมา
ก็ต้องรอให้มีสิ่งมากระทบ จึงได้สะท้อนใจ
อะไรหนอ ที่ทำให้หลายคนมีอคติกับ "ความต่าง" ขนาดนี้

#11 By เจ (203.113.77.7) on 2007-09-09 21:28

กรี๊ด ตื่นเต้น พ่อหมีมาเม้นท์
เศร้า.... น้ำตาจะไหล

#9 By demon32 (202.69.141.96) on 2007-09-08 23:24

ความโหดร้ายของกองผ้าขาวที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนสี

#8 By พ่อหมี (203.150.134.1) on 2007-09-08 22:18

แก เรา ดีใจจัง ที่เป็นเพื่อนกับแก

#7 By เมคนงาม (203.150.138.237) on 2007-09-07 22:27

เราก็กำลังร้องไห้

#6 By เมคนงาม (203.150.138.237) on 2007-09-07 21:44

ซาบซึ้งจังเลยค่ะคุณเหมียว

พออ่านจบแล้ว...ประโยคหนึ่งที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆ มันก็ผุดขึ้นมาในหัวเลยค่ะ

"คนเราเลือกเกิดไม่ได้....แต่เราเลือกที่จะเป็นคนดีและทำในสิ่งที่ดีได้"

ถ้ามนุษย์เรายอมรับในความแตกต่าง...ว่ามันเป็นธรรมดาของโลกและเปลี่ยนค่านิยมที่ชื่นชมคนที่ชาติกำเนิดให้มาเป็นการเห็นค่าความเป็นคนโดยดูจากผลของการกระทำของเขา
มันก็น่าจะดีนะคะ...

แต่ก็อย่างว่านั่นละค่ะ....มันคงจะเป็นธรรมดาของโลกที่ความคิดคนย่อมแตกต่าง

คิดถึงคุณเหมียวนะคะ

#5 By Hongfha on 2007-09-06 22:07

ขนลุก

ถ้าไม่ติดว่าเพื่อนอยู่ข้างๆอาจจะร้องไห้
อ่านแล้วร้องไห้หล่ะ
เพราะชีวิตเราก็เคยมีเรื่องแบบนี้เหมือน
กัน
เป็นความรู้สึกผิดที่ฝังลึกในใจแน่นนานมาก

มันเป็นชีวิตช่วงมัธยมปลาย
โรงเรียนมัธยมปลายที่เราสอบเข้า แทบจะเป็นอันดับหนึ่งของอำเภอ
เด็กผู้หญิงจากโรงเรียนหญิงล้วนโรงเรียนข้างๆ
ใครๆที่นั่นปรารถนาจะเรียนต่อสายวิทย์ ก็จะมาสอบเข้าที่นี่
จึงไม่น่าแปลกใจที่ ในเด็กผู้หญิง 20 คนในห้องคิงส์
18 คนมาจากโรงเรียนเดียวกัน และเราก็เหมือนหัวกะทิที่เลือกคั้นมาแล้ว
เคยเจอกัน เห็นหน้ากัน ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
ส่วนสองคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน คนหนึ่งมาจากคอนแวนจากอีกอำเภอ
แถมเธอยังพกความเป็นลูกพี่ลูกน้องของเพื่อนของเพื่อนมาด้วย
จึงไม่แปลกที่มีหนึ่งคนที่ไม่รู้จักกับใครมาก่อน

เด็กผู้หญิงคนนั้น พยายามเป็นมิตรกับพวกเรา
แต่ใครๆก็มีกลุ่มกันอยู่แล้ว
ยิ่งเธอพยายามแทรกเข้ามา เพื่อนๆก็พยายามถอยหนี
จากที่ค่อยๆถอยยามเธอปรี่เข้ามาคุยด้วย
ก็กลายเป็นแตกฮือ ตอนที่เธอเข้ามาหา

เรากับเพื่อนอีกคนเป็นสองคนสุดท้ายที่ยังคุยกับเธอในห้อง
นึกออกมั้ย คือในที่สุด ถ้าเรายังเดินกับเธอ คุยกับเธอ กินข้าวเที่ยงกับเธอ
ใครๆในห้องก็จะรีเจ็คเราออกมาด้วย
แล้วในเทอมสองปีนั้น เธอก็ย้ายห้องเรียน

อธิบายไม่ถูก มีบางอย่างในตัวเธอที่ทำให้เราไม่ลืมเลยจริงๆ
เรื่องราวตอนวัยละอ่อน มุมมองย่อมเปลี่ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก อยู่กับสิ่งที่เรียนรู้จากเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา

#2 By ไอ่เอ (124.157.205.91) on 2007-09-06 11:10

สวัสดีค่ะ

แวะเข้ามาครั้งแรก
ชอบเรื่องที่คุณเจ้าของบลอคเขียนมากๆ

เห็นจันทิมาได้อย่างชัดเจนเลย

#1 By ohto^^ on 2007-09-06 10:38