จันทิมาร้องไห้

posted on 06 Sep 2007 09:46 by natthani in People

 

 

 

--- จันทิมาเรียนห้องเดียวกับฉันเมื่อสมัยมัธยมต้น เธอเป็นเด็กผู้หญิงผอมแห้ง หน้าผากกว้าง คางแหลมเล็ก และมีเสียงหัวเราะเหมือนแม่มด

สำหรับโรงเรียนมัธยมหลังเขา ที่บังเอิญเป็นศูนย์รวมนักเรียนที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเด็ก "หัวกะทิ" ของแถบนั้น นักเรียนที่สอบเข้าได้ทุกคนต้องเคยมีใบประกาศนียบัตรทางวิชาการ หรือโล่ห์รางวัลอะไรสักอย่าง ติดไม้ติดมือมาด้วยหลังจากพ้นชั้นประถมศึกษา ฉันคุ้นๆ ว่า จันทิมาเธอเคยเป็นตัวแทนรำไทยของโรงเรียนเก่า ซึ่งเธอบอกว่าเป็นโรงเรียนเอกชนในเขตตัวเมือง โดยให้นิยามว่า "โรงเรียนเอกชน" คือ "โรงเรียนที่อุปถัมภ์โดยวัด" แล้วเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากเพื่อนๆ ที่รู้กันในขณะนั้นว่า เธอเป็นนักเรียนคนหนึ่ง ที่ไม่เคยได้รับรางวัลทางวิชาการใดใดอย่างแน่นอน --

ในวิชาภาษาไทย -- เพื่อนๆ มักจะแอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม เมื่อจันทิมาไม่สามารถอ่านออกเสียงคำที่สะกดง่ายๆ ได้ และแก้เขินด้วยการหัวเราะเสียงแหลม ผ่านริมฝีปากบางซีดยับย่น และฟันซี่เล็กๆ สีเหลืองอมน้ำตาล

เธออาจจะเคยเป็นนักเรียนที่มีรัศมีเฉิดฉายมากมายในโรงเรียนวัดอุปถัมภ์ แต่เมื่อเธอย่างเท้าผ่านฝูงเพื่อนในโรงเรียนแห่งนี้ รัศมีนั้นก็กลับกลายเป็นรังสีจากเสื้อนักเรียนมอซอที่มีรอยปักชื่อด้วยด้ายสีม่วงทับอยู่บนรอยชื่อเจ้าของเสื้อคนเก่า และเสียงก้าวของรองเท้าหนังมีสายคาดสีดำฝุ่นเขรอะ ก็แผ่อานุภาพรุนแรงมากพอที่จะทำให้ผู้คนเดินแหวกกันเป็นทางเมื่อเธอเดินผ่าน

-- ฉันเคยอาศัยบารมีนี้บ้าง ในวันที่ไม่อยากเดินตะโกนขอให้เพื่อนๆ หลีกทาง เวลาอยากรีบเข้าห้องเรียน --

สิ่งหนึ่งที่เพื่อนไม่เข้าใจก็คือ ทำไมฉันจะต้องไป "ยอม" คบค้าสมาคม กับเด็กหญิงผู้มีผิวหน้าสอดคล้องกับชื่อตัว และควรค่าแก่การเป็นดวงจันทร์ผิวขรุขระไม่น่ารัก ที่น่าจะซ่อนตัวอยู่เพียงในเงื้อมเงาของค่ำคืน

ทุกครั้งที่จันทิมาเห็นผู้คนที่ทำท่าตื่นตระหนกแล้วแหวกทางให้เธอ เธอจะมีเสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากร่องมือที่ปลายนิ้วมีขี้เล็บสีดำสกปรก แล้วหันไปส่งเสียงขู่จนเพื่อนผู้ชายที่ว่าร้ายที่สุดในชั้นยังต้องวิ่งหนีไปไกล

-- ฉันเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตี แต่งกลอนล้อเลียนความสวยน่ารัก "ดั่งดวงจันทร์" และความไฮโซที่เธอทำท่าเหมือนเชื่อว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น และคอยปฏิเสธเสมอ ว่าเธอไม่ใช่ "เพื่อน" ของฉัน แม้ว่าฉันจะยอมนั่งที่โต๊ะเรียนข้างๆ เธอ และเดินไปกินข้าวกลางวันเป็นเพื่อนเธอบ่อยๆ แถมยังคอยช่วยทำรายงาน โดยบอกทุกคนว่า ที่ทำไปเพราะ "สมเพช" เพราะจันทิมาคงเอาตัวรอดไปจนเรียนจบม.ต้นไม่ได้ ถ้าไม่มีแม้แต่คนจับคู่ทำรายงานด้วยกัน --

จันทิมาคงไม่รู้หรอกว่า ฉันพูดลับหลังเธอว่าอย่างไร เพราะทุกวันสำคัญ เธอจะมีของเล็กๆ น้อยๆ มาฝากฉันเสมอ นมอัดเม็ด สติ๊กเกอร์ติดสมุด ดินสอแจกฟรีจากงานศพวัดแถวบ้าน หลายครั้งที่เธอมีรายได้จากการไปรำตามงานวัด เธอจะซื้อลูกชิ้นทอดเลี้ยงฉันตอนพักเที่ยงด้วย

เราเคยลองเดินจับมือกัน เมื่อจันทิมาอยากแสดงความรักเพื่อนสนิทกับเขาบ้าง และฉันก็ต้องรีบหาข้ออ้างปล่อยมือนั้น เพราะมันเป็นมือที่แห้งแข็งและหยาบกร้านเกินกว่าจะสัมผัสอย่างนิ่มนวลและอบอุ่นได้

เธอเป็นคนที่มีคนเอ่ยถึงอยู่แทบจะตลอดเวลา น่าเศร้าที่เป็นในแง่ดูหมิ่นเสียมากกว่า เลขประจำตัวของเธอกลายเป็นเลขอาถรรพณ์ และไม่มีใครกล้าใช้ข้าวของที่มีสีเขียว -- สีที่จันทิมาโปรด และเลิกกินปู เพราะเป็นชื่อเล่นของเธอ

กระทั่งวันนี้ ฉันก็ยังจินตนาการไม่ถูกว่า การที่ต้องใช้เวลาสามปี ยืนอยู่จุดที่ต่ำต้อยที่สุดในชั้นเรียน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำกล่าวดูถูกดูแคลน ต้องคอยพยายามหาซื้อของราคาถูกที่ดูคล้ายสินค้ามียี่ห้อมาใช้ให้เหมือนคนอื่นเขา และมองเห็นตัวเองแต่งกายมอมแมมในชุดนักเรียนบริจาคท่ามกลางเพื่อนที่เปลี่ยนชุดใหม่กันทุกปี นั้นเป็นอย่างไร

รู้แต่ว่า จันทิมาคงยอมรับได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ว่าที่แห่งนี้ ไม่ใช่ "ที่ของเธอ" และฉันเชื่อว่า เธอเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งที่ฉันเคยพบมา เพราะเธอสามารถทำท่าไม่สะทกสะท้านกับสายตารังเกียจของผู้คนรอบกาย และยิ้มให้กับฉันทุกเช้าเมื่อเราพบกันในห้องเรียน

และแม้ว่าฉันจะต่อว่าเธอต่อหน้าคนอื่น เพื่อไม่ให้ใครคิดว่าฉันเป็น "เพื่อนรัก" ของจันทิมาก็ตาม แต่เมื่อพ้นวัน และฉันรู้สึกเหงา ฉันก็จะโทรไปคุยเรื่องไร้สาระกับเธอจนครึ่งค่อนคืน โดยปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้

เวลาสามปี สำหรับทุกคนในโรงเรียน มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโต เรายังเหลือชั้นมัธยมปลายไว้ให้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างคุ้มค่า แต่แน่นอนว่า จันทิมาเป็นเศษเสี้ยวของความทรงจำอันน่าขบขันที่ต้องจากไปเมื่อถึงเวลา

วันประกาศแบ่งสายชั้นเรียนมัธยมปลาย ไม่มีชื่อของเธออยู่บนบอร์ด --

ไม่มีใครแปลกใจ เพราะทุกปีจะต้องมีนักเรียนที่ทำคะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ปีละสองสามคนถูกตัดสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อ และไม่มีใครแม้เพียงสักคนในชั้นเรียนคิดจะแบ่งเนื้อที่ไว้ให้จันทิมาได้มีความทรงจำร่วมในฐานะเพื่อนร่วมโรงเรียน -- เธอเป็นได้แค่ตัวตลกน่ารังเกียจที่ใครใครนำมาล้อเล่นกันจนทุกวันนี้เท่านั้น

ช่วงเวลาที่เหลือในชั้นม.ต้น ถูกใช้ไปกับการทำกิจกรรมโรงเรียน แข่งกีฬา ประกวดกองเชียร์ แปรอักษร ระดับจังหวัด ซึ่งโรงเรียนของฉันเป็นเสือนอนกินตำแหน่งชนะเลิศตลอดกาล

วันสุดท้าย ทุกคนในโรงเรียนฝ่าความหนาวขึ้นอัฒจันทร์กันตั้งแต่ตีห้า เพื่อนๆ ของฉันส่งสายตาล้อเลียนและทำท่าขยะแขยง เมื่อเห็นจันทิมาเอื้อมแขนเล็กหุ้มกระดูกมาควงฉันแล้วลากเดินไปด้วยกัน เรานั่งร้องเพลงจนเสียงแหบแห้ง ยามบ่ายที่ตะวันส่องตรงหน้า ฉันรู้สึกร้อนจนรำคาญเสียงชวนคุยของเธอที่เพี้ยนเหมือนเสียงเป็ด พลางคิดในใจว่า ทำไมฉันจะต้องม