ฤดูล่าเกเตอร์

posted on 02 Oct 2006 03:58 by natthani in Surroundings

และแล้วคุณเจ้าบ้านก็โดนทวงสิทธิ์คืนอย่างโหดร้าย --

จากเดิมที่ถูกประกาศให้เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในปี 1967 กฎหมายคุ้มครองเกเตอร์มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่ง

เจ้าเกเตอร์ก็เริงร่า ออกลูกออกหลานยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ครองพื้นที่อยู่หลายๆ รัฐ จนกระทั่งปี 1987 เป็นต้นมารัฐจอร์เจีย (ทางเหนือของฟลอริด้า) ก็อนุโลมให้มีการควบคุมจำนวนประชากรเกเตอร์ได้

ทำอย่างไรน่ะหรือ? นักผจญภัยทั้งหลายก็ไปขอใบอนุญาตจากทางการในการล่าเกเตอร์นั่นเอง เช่นเดียวกับรัฐอื่นๆเช่น Louisiana Alabama Mississippi และ Florida

ทุกปีในช่วงประมาณปลายเดือนสิงหาคม ถึงประมาณกลางเดือนพฤศจิกายนเหล่ามนุษย์นักล่าก็จะออกทริปไปล่าเจ้าเกเตอร์ตามสถานที่ต่างๆ ที่อนุญาตให้ทำกิจกรรมนี้ได้ โดยมีการกำหนดจำนวนที่นักล่าแต่ละรายได้รับอนุญาตให้เก็บเกเตอร์กลับบ้าน บางแห่งคิดเป็นสัดส่วนเช่น นักล่า 1 คน ต่อเกเตอร์ขนาดความยาว 6 ฟุตหรือมากกว่า จำนวน 1 ถึง 2 ตัว โดยในหนึ่งพื้นที่จะมีนักล่าได้ไม่เกิน 50 ราย เป็นต้น

ชาวอเมริกันก็พาลูกๆ ที่อายุเกินสิบสองขวบ ไปร่วมทริปด้วย
สืบทอดผลิตซ้ำนักล่าต่อไปในอนาคต

จริงๆ แล้วเกเตอร์ก็ยังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอยู่ แต่เขาก็ให้เหตุผลว่า คุณๆ ออกลูกหลานเยอะมากมายโดยไม่มีนักล่า ทำให้ประชากรเกเตอร์ที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณนั้นอาจไปกระทบกับระบบนิเวศตามธรรมชาติ จนต้องหาทางลดจำนวนประชากรของมันลงบ้าง ให้จำกัดอยู่ในจำนวนที่เหมาะสม

ก็ว่าสิ -- ทำไมช่วงนี้ฉันขับรถข้ามสะพานเหนือทะเลสาบ ไม่เห็นเกเตอร์ซักกะตัว ทั้งๆ ที่ปกติแค่มองผ่านๆ ก็ลอยตัวอวดโฉมกันอย่างต่ำเป็นสิบๆ สงสัยคงหลบภัยกัน

คุณชายบอกว่า จริงๆ แล้ว การล่าเกเตอร์ ไม่ได้ทำเพื่อควบคุมประชากรอันล้นหลามอย่างเดียวหรอก แต่ทำเพื่อปรามไม่ให้เจ้าเกเตอร์ได้ใจ กินน้องหมา น้องแมว น้องไก่ หลังบ้าน หรือว่ากินลูกสาวบ้านใคร โดยอุกอาจ เพราะทุกวันนี้ มนุษย์เราบุกรุกพื้นที่อยู่อาศัยของเกเตอร์กันเป็นว่าเล่น (ใครๆ ก็อยากมีอสังหาริมทรัพย์ริมน้ำ เนอะ) รัฐฟลอริด้าและรัฐอื่นๆ จึงต้องมีคู่มือการอยู่ร่วมกับเกเตอร์ให้คนได้ศึกษากันด้วย

สำหรับฉัน มันน่าเศร้า ตรงที่ ช่วงนี้เข้าฤดูใบไม้ร่วง อากาศดี๊ดี แต่ไปเที่ยวแล้วไม่มีโอกาสได้ทักทายเกเตอร์สักตัว เห็นเพียงผิวน้ำเรียบสนิทว่างเปล่า ที่สำคัญ กิจกรรมควบคุมประชากรเกเตอร์แบบนี้ ยิ่งทำให้นักล่ายุคปัจจุบัน ไม่ได้ล่าสัตว์เพื่อยังชีพอีกต่อไป แต่เป็นการล่าเพียงเพื่อความสนุกสนานและเกียรติยศเท่านั้นเอง --

ดูสิ เขาอยู่มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ จู่ๆ ก็สรุปว่า เขาสืบทอดวงศ์ตระกูลกันเยอะเกินไป ต้องควบคุมซะบ้าง ทั้งที่สัตว์เลื้อยคลานประเภทจระเข้ทั้งหลาย ก็มีหัวใจสี่ห้องเหมือนกันกับมนุษย์นั่นแหละ

อย่าแปลกใจถ้ามีเกเตอร์มาเดินอยู่ตามสวนหลังบ้าน

คุณชายบอกต่อไปว่า ที่บางครั้งเราได้ข่าวเกเตอร์กินลูกสาวใครต่อใครนั้น เป็นเพราะว่ามนุษย์บางคนใจดี คอยตกปลาไปให้เกเตอร์กิน ทำให้เกเตอร์ไม่กลัวคน และคิดว่า ถ้ามีมนุษย์หน้าไหนผ่านมา พวกมันก็จะอิ่มท้อง

ทีนี้พอไม่มีใครเอาปลามาแบ่งเหมือนเคย แต่มีสาวน้อยวิ่งผ่านมาแทน เกเตอร์ก็เลยเหมาเอาว่า นี่ล่ะอาหาร กินซะดีกว่า

ฉะนั้น ถ้าใครถูกเกเตอร์งาบ ห้ามร้องโวยวาย ห้ามดิ้นรนขัดขืน จงแกล้งตาย เพราะเกเตอร์มักจะคาบเหยื่อที่ตายแล้วไปเก็บไว้กินทีหลัง ไม่ได้เคี้ยวๆ กลืนๆ อย่างที่เข้าใจกัน แต่ที่ต้องคอยเคี้ยว เพราะว่าเหยื่อมักจะดิ้นจนต้องกระเดือกลงท้องไปด้วยความรำคาญ

พอแกล้งตาย เกเตอร์ก็จะตุนเราไว้กินเวลาอื่น พอคุณท่านคล้อยหลังไป ก็ค่อยตะเกียกตะกายหนีต่อ ตะโกนเรียกให้คนช่วย หรือไม่ ป่านนั้น เพื่อนฝูงที่มาด้วยกันคงสงสัยและตามหาเราจนเจอพอดี ทันพาส่งโรงพยาบาล

อึ๋ยยยย แต่จะให้ดี อย่าไปยุ่งกับเขาเลยดีกว่า ฉันว่า ไม่ว่าเราจะพยายามเป็นเพื่อนกับเกเตอร์แค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่า เราต่างหาก ที่เข้าไปคุกคามวิถีการดำรงชีวิตของสัตว์ป่า เกเตอร์ผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็แค่กินสัตว์อื่นตามธรรมชาติ ปรากฎว่าพอเผลองาบมนุษย์เข้าไปแล้ว กฎหมายยังอนุมัติให้พ่อแม่พี่น้อง ตามฆ่าเกเตอร์เพื่อแก้แค้นได้อีกด้วย

อะไรกันนักกันหนา

เดี๋ยวอนุรักษ์ เดี๋ยวล่า เดี๋ยวฆ่า เดี๋ยวแก้แค้น

มนุษย์นี่ช่างสร้างความวุ่นวายให้กับธรรมชาติเสียจริง

เดี๋ยวอีกสักพัก เมื่อพ้นฤดูล่าเกเตอร์ไปแล้ว ยังมีฤดูล่ากวาง ล่าไก่งวง ล่าสัตว์ป่าอื่นๆ ตามมาอีกนะ ด้วยข้ออ้างทำนองว่า เราอนุรักษ์พวกมันไว้ดีเกินไปจนต้องควบคุมจำนวนประชากร

ยังไม่รวม กระรอก ตัวนิ่ม ตัวนาก และแรคคูน ที่ตายกันเกลื่อนถนน จนอีแร้งได้โอกาสทำหน้าที่เทศบาลอย่างแข็งขัน

มนุษย์เด็ก นั่งดูศพเกเตอร์เด็ก

ฉันเคยคิดว่า ที่ที่ฉันอยู่ช่างอุดมสมบูรณ์เสียจริง มีสัตว์ป่าหลากหลาย ดูไม่น่าจะสูญพันธุ์ง่ายๆ แต่ในวูบหนึ่ง เมื่อนึกถึงฤดูกาลล่าสัตว์เพื่อควบคุมจำนวนประชากร ฉันจึงคิดได้ว่า มนุษย์ที่นี่ ไม่ได้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์หรอก แค่ปฏิบัติตามกฎหมายข้อบังคับ เพราะการฝ่าฝืนนั้นมีโทษรุนแรงเท่านั้นเอง

เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้ สัญชาตญาณนักล่าชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหารก็กลับมา

และกว่านักล่าสักคนจะกลับไปเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ ประชากรมนุษย์นักล่าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แออัดกันอยู่เต็มโลกเสียแล้ว --

หกสิบปีที่ผ่านมา เกเตอร์กัดคนตายไป 17 คน แต่ในระยะเวลาเดือนสองเดือนของฤดูล่าเกเตอร์ มนุษย์ฆ่าเกเตอร์ตายไปหลายหมื่นตัว

อย่างไหนน่าเศร้ากว่ากันนะ??

Comment

Comment:

Tweet

มนุษย์ควรอนุรักษ์อริเกเตอไว้มันสัตว์ที่สวยงามไปอีกมุมหนึ่ง และมนุษ์ย์เราไปคุกคามสัตว์เองไม่ไช้สัตว์ไปคุกคามมนุษย์จริงไหมคับbig smile

#21 By ผู้อนุรักษ์อริเกเตอ (118.174.50.136) on 2011-05-06 16:35

-ดีคับพี่๏

#20 By เกม (202.143.130.146) on 2007-09-10 15:27

เก่งจังเลย

#19 By Biw (58.10.0.124) on 2007-08-22 10:20

คิดถึงคุณเหมียวจังค่ะ


#18 By Hongfha on 2006-10-11 12:59

เกิดอีกหน่อยพี่กันบ้าจี้บอกว่า

คนจีน.. คนอินเดียชักจะเพิ่มมากเกินไปแล้ว(เดี๋ยวจะเป็นภัยแก่ความมั่นคงตัวเอง)

แล้วก็หา..เรื่องไปทำสงครามลดประชากรชาวบ้านซะงั้น

มันคงจะบ้าดีเน้อ..

(แล้วเราคิดได้ไงอะเนี่ย)

กับเรื่องนี้ถ้า เกเตอร์มันพูดได้มันจะพูดว่าอย่างไร

แต่ถึงมันอยากจะจำกัดจำนวนมนุษย์บ้าง มันก็คงทำไม่ได้หรอกนะ

มนุษย์ เราก็ยังคงเป็นสัตว์อ่อนแอที่ร้ายกาจที่สุดอยู่ดี

เรื่องนี้น่าเอาไปลงสารคดีจัง...นะเหมียว

#17 By เขียนเอง on 2006-10-10 19:37

แรคคูณเป็น ๆ มันหายไปไหนกานโหม๊ดดดด

#16 By สวัสดี on 2006-10-10 00:52

อะจ๊ากกกก
สยองอยู่มิใช่น้อยเลยนะนิ่
มันก็น่าเศร้าพอกันอ่ะน้า
-ทุกคนคิดถึงนะค้าบบบบ-
-แฟมิหลีโอทีมีค่าล่วงเวลาโด้ยแหละ โหะๆ-

#15 By น้องแพs (124.157.164.68) on 2006-10-09 23:09

พี่เหมียว

คิดถึงจังค่ะ

#14 By แสงแดด on 2006-10-09 01:35

ท่าทางไม่โหดเหมือนจรเข้นะครับ
ไม่งั้นคงจะไม่ได้ล่ากันง่ายๆ

แต่ยังไงก็ไม่ควรทำอยู่ดีแหละ.. เฮ้อ...

#13 By โก๋สิจ๊ะ on 2006-10-04 20:35

หนึ่งชีวิตเหมือนเราเช่นกัน

มีสิทธิ์อาไรไปฆ่าเขานะนั่น

กรรมเวรแท้ๆๆ

#12 By P Pu on 2006-10-04 18:31

ตอบยากว่าอย่างไหนน่าเศร้า
แต่มนุษย์เรา มักจะ take advantage ของการอยู่บนสุดของห่วงโซอาหารเสมอ

ภาพเด็กผมทองนั่งคร่อมเกเตอร์
มันน่าหวาดเสียวจริงๆ

#11 By namwarn on 2006-10-03 15:33

นุช ฉันอยากหารูปแรคคูนมาลงให้แกดูจังเลย แต่ว่าไม่กล้าถ่ายมันมาอะ มีแต่แบบที่อืดแล้ว ฮือๆ
เง้อ

#9 By สวัสดี on 2006-10-03 01:24

โอ้ น่าสงสารจริงๆเลย

#8 By ก้อย (61.19.21.15 /61.19.21.15) on 2006-10-03 00:26

คนชอบไปคิดแทนธรรมชาติซะเรื่อย
มึนดีจริงๆ
....

#6 By ฮาเอง (71.202.231.94) on 2006-10-02 13:21

เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนนะ
สัตว์ประเภทนี้จะอยู่ใกล้ชิดมนุษย์ได้ขนาดนั้น

คิดว่าระบบนิเวศน์ที่นั่นคงดีมากๆ
แต่ก็หน้าหวาดผวาอยู่เหมือนกัน
แต่คนแถวนั้นคงเคยชินนะ

แต่ถ้ากรุงเทพนี่
ก็คลายกันนะครับ
เพียงแต่ตัวมันเล็กกว่า
แต่เอ..คนแถวนี้เขาถือด้วยนะ
เพราะตัวนั่นจะพาความวิบัติมาสู่บ้าน
แต่ก็น่าแปลกเห็นโผล่แถวหน้าทำเนียบ
หรือรัฐสภาอยู่บ่อยๆ5555

#5 By อากาศกวี on 2006-10-02 12:32

นึกเสมอว่าจริงๆแล้วเหมียวมีถิ่นฐานอยู่ในอเมซอนตอนกลาง
จะไม่แปลกใจเลยถ้าเล่าว่าไปตกปลาปิรันย่าหรือเจองูเหลือมตัวใหญ่ๆ
(ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ ล่องไพรและเพชรพระอุมา
....แบบชอบเรื่องแนวงูจงอางแผ่พังพานมาบังฝนอะไรแบบนั้น)

จริงๆการล่าเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ไม่กลายเป็นผู้ล่า ก็ตกเป็นผู้ถูกล่า
มันเกิดในแอ่งน้ำ ด้วยปืน
มันเกิดในห้างสรรพสินค้า ด้วยโฆษณา ด้วยเงินตรา

บางทีนะ คิดย้อนกลับไปว่าแล้วเมื่อก่อนมันควบคุมจำนวนกันยังไง
เกเตอร์กินกันเองหรือมีผู้ล่าใดมาควบคุมจำนวนเกเตอร์หากไม่มีมนุษย์

ป.ล. จรเข้มีหัวใจ 4 ห้อง
เป็นตัวเดียวที่เริ่มมีหัวใจแบบนี้ในกลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน
สัตว์เลื้อยคลานมีหัวใจ 3 ห้องโดยหัวใจห้อง ventricle เริ่มมีผนังกั้น แต่ไม่สมบูรณ์

งืมๆ นี่เหมียวทำให้เราอยากอ่านเพชรพระอุมาอีกแล้วอ่ะ
เริ่มแล้วก็หยุดไม่ได้ ฮือๆ
อ่านแล้วน่าเศร้านะคะ พี่เหมียว

เค้าก็มีหัวใจ 4 ห้องอย่างเราๆ แบบที่พี่เหมียวว่าจริงๆ

#3 By simplified on 2006-10-02 10:12

เห็นด้วยกับ#1 ครับ

ล่ามนุษย์กันดีกว่า
เพราะมันคุมประชากรไม่ได้แล้ว
มนุษย์ล้นโลก...

อร๊า คุณเหมียว

นี่มันคือไอ้เจ้าตัวที่คุณเหมียวโปรดปรานนี่นา จำได้ๆ ว่าคุณเหมียวเคยบอกไว้อ่ะค่ะ ที่มันเคยแอบลากนางแบบสาวเอาไปกอดในน้ำ

ว่าแต่ต่อไปจะมีฤดูล่ามนุษย์กันเองบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้นะคะ ประมาณว่าควบคุมจำนวนประชากรแบบไม่ต้องเปลืองค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อ่ะค่ะ

แหะๆ อรุณสวัสดิ์ตอนเช้าของเมืองไทยค่ะ

#1 By Hongfha on 2006-10-02 06:56